บทที่ 1 [บทนำ]
[บทนำ]
เสียงปืนหลายนัดดังก้องไปทั่วตึกร้างขนาดใหญ่ที่สร้างค้างไว้ตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจยุคก่อน อาคารหลายสิบชั้นที่ดูเหมือนโครงกระดูกคอนกรีตยักษ์ในเขตชานเมือง กลายเป็นสังเวียนไล่ล่าที่เดิมพันด้วยชีวิต
ร้อยตำรวจเอกปรวีร์ ธนรัชบริบาล หรือ ผู้กองวีร์ นายตำรวจชุดสืบฝีมือดีกัดฟันกรอดเพราะความเจ็บแค้น เขากระชับปืนพกคู่ใจในมือขวา ขณะที่มือซ้ายกุมสีข้างที่โชกไปด้วยเลือด
ก่อนหน้านี้เขาพลาดท่าถูกบอดี้การ์ดของผู้ทรงอิทธิพลในภาคกลางลอบยิงระหว่างที่เขากำลังตามสืบเรื่องชั่วช้าของเจ้านายพวกมันอยู่
“แม่งเอ๊ย! กะเอาให้ตายเลยนี่หว่า”
ปรวีร์สบถลอดไรฟัน เขาอาศัยความเจนจัดในพื้นที่พรางตัวหลบหลังเสาปูนต้นใหญ่ เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของพวกมันดังใกล้เข้ามา เขาตัดสินใจเสี่ยงดวงปีนขึ้นไปบนนั่งร้านเก่า ๆ แล้วข้ามไปยังอีกฝั่งของอาคารที่เชื่อมต่อกับตึกแถวร้างทางด้านหลัง
ความเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่าเบลอ แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้เขาพาตัวเองหลุดพ้นจากวงล้อมมาจนถึงจุดอับสายตาได้สำเร็จ
“รอดแล้วนะมึง”
ผู้กองหนุ่มเอ่ยก่อนจะทรุดตัวลงพิงผนังปูนเย็นเยียบในซอกตึกที่เงียบสงัด เลือดสีแดงฉานไหลทะลักออกมาตามง่ามนิ้วที่พยายามอุดบาดแผล ลมหายใจของปรวีร์ขาดห้วงและแผ่วลงทุกที ท้องฟ้าสีส้มยามเย็นที่มองเห็นผ่านช่องโหว่ของผนังตึกค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท
สติสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่คือความสงสัยว่าถ้าเขาตายไปจริง ๆ กว่าที่จะมีคนมาพบศพ เขาก็คงจะเหลือแค่ซากกระดูกแห้ง ๆ ไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน ณ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งใจกลางเมืองหลวงของประเทศ
“พี่ปันรักตัวเล็กนะคะ ตื่นขึ้นมาฟังคำขอโทษจากพี่ปันนะ”
เสียงทุ้มที่ฟังดูหวานหูพร่ำเรียกอยู่ใกล้ ๆ จนปรวีร์รู้สึกรำคาญ เขาพยายามลืมตาขึ้น อย่างน้อยก็ขอให้ได้ต่อว่าคนที่กำลังรบกวนความสงบของคนเจ็บที่หล่อเหลาอย่างเขาเสียหน่อย
ปรวีร์คาดไม่ถึงว่าตัวเองจะได้นอนอยู่ที่โรงพยาบาล ใครกันนะที่ไปเจอเขาเข้า ในเมื่อตึกร้างนั้นแทบไม่เคยมีใครย่างกรายผ่านเข้าไป
ทว่าทันทีที่ลืมตาขึ้น ปรวีร์กลับพบว่าคนที่พูดไม่หยุดจนเขารำคาญไม่ใช่ญาติของเตียงข้าง ๆ แต่เด็กหนุ่มคนนั้นกำลังกุมมือของเขาอยู่
“ตัวเล็ก ฟื้นแล้วเหรอคะ” เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาคนนั้นเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นทันทีที่เห็นว่าเขาลืมตาขึ้น
“ตัวเล็ก... ใคร” วีร์เอ่ยด้วยความมึนงง คนที่สูงร้อยแปดสิบสาม หนักหกสิบห้าอย่างเขาน่ะเหรอที่ควรถูกเรียกว่าตัวเล็ก
'ตัวเล็กพ่อง!!' วีร์ได้แต่สบถในใจ
“น้ำ... ขอน้ำหน่อย”
ปรวีร์เอ่ยด้วยเสียงที่เขาคิดว่าเข้มที่สุด แต่ที่หลุดออกมากลับเป็นเสียงแหบพร่าที่นุ่มนิ่มเหมือนแมวขู่ แต่ปรวีร์ก็อุตส่าห์คิดเข้าข้างตัวเองว่าเขาอาจจะนอนหลับไปหลายวัน ถ้าเสียงจะแหบพร่าไปบ้างก็คงไม่แปลก ทว่าตอนที่มือขาวซีดเซียวที่ดูเหมือนไม่เคยหยิบจับอะไรหนักกว่าปากกาเอื้อมไปรับแก้วน้ำ ปรวีร์ก็ถึงกับสะดุ้ง เขาพุ่งตัวไปที่ห้องน้ำทันทีเพื่อยืนยันสิ่งที่ตัวเองสงสัย
เงาในกระจกคือเด็กหนุ่มผิวขาวจัด ดวงตากลมโต ริมฝีปากบาง และที่สำคัญ... ความสูงที่ลดฮวบลงมาเหลือเพียงไม่เท่าไหร่เมื่อเทียบกับร่างเดิมที่เป็นตำรวจหุ่นนายแบบ
“เชี่ย!! อะไรวะเนี่ย”
เขาไม่ได้อยู่ในซอกตึกร้างที่รังสิต แต่เขากำลังอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มที่ถูกคนเมื่อครู่นี้เรียกว่า ‘ตัวเล็ก’
